ผมเคยอัดอั้นตันใจมาเป็นปี เวลาเจอฝรั่งทีไรทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ พอยืนอยู่หน้าร้าน Starbucks ก็สั่งแก้วละเท่านั้นเอง พูดไม่เป็นประโยคสักที ชีวิตเลยตั้งเป้าไว้เลยว่า 30 วันต้องพูดได้ไม่ง้อติวเตอร์!
อาวุธที่หยิบมาสู้
วันแรกนั่งค้นในมือถือเปื่อย โหลดแอปฟรีมา 3 อย่าง เน้นแอปที่มีเกมสนุกๆ แถมไมโครโฟนตรวจสอบสำเนียงได้ด้วย เวลาเล่นมันจะให้เราพูดตามเจ้าของภาษาแล้วมีคะแนนให้เห็นเลยว่าผิดถูกตรงไหน
- เริ่มจากบทสนทนาตอนเช้าง่ายๆ เช่น “What time is breakfast?”
- ถ้าพูดผิดมันจะสีแดงจัดเลยต้องย้ำพูดซ้ำจนคะแนนขึ้น
- เก็บสะกัดคำศัพท์ใหม่วันละ 5 คำที่เจอในแอป
กับดักร้ายที่เจอ
ผ่านไปอาทิตย์นึง อาการหน้ามืดเริ่มมา พูดตามคลิปสอนแล้วช่างเงียบเชียบเหมือนเล่นคนเดียว ตอนนั้นเกือบยอมแพ้เพราะรู้สึกว่ามันไม่เห็นผล!
เลยเปลี่ยนแผนใหม่ เปิดกล้องบันทึกตัวเองทุกวัน ตอนแรกยังเขินๆ มองหน้ากล้องแล้วพูดติดขัด แต่วันถัดมาเริ่มจับจุดได้เองว่าทำไมเวลาเล่าเรื่องเที่ยวทะเลทีไร รูปร่างปากเรางุ่มง่ามทุกที
คาถาวิเศษของผม
อาทิตย์สุดท้ายทำสิ่งที่ไม่ได้คิดมาก่อน: โทรไปหาสายด่วนบริการฝรั่ง วันแรกเจอพนักงานชื่อโรเจอร์พูดเร็วปรื๊ด ขาผมสั่นจนไม่รู้จะเริ่มยังไง เลยเผลอถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “Could you… slower please?”
สิ่งมหัศจรรย์เกิด! พอเขาใจดีพูดช้าลงหน่อย ผมก็สามารถถามเรื่องการลงทะเบียนซิมการ์ดเป็นภาษาอังกฤษได้ จนเขาแฮงค์คอลไปเองนี่หว่า! นั่นล่ะคือจุดไฟสว่างในใจว่าจริงๆ เราทำได้!
รายงานผลยุทธการ 30 วัน
- สั่งกาแฟในเซเว่นได้คล่องปรื๋อ โดยที่พนักงานไม่ทำหน้าเหว๋อ
- เวลาคนต่างชาติถามทางได้ประมาณ 2-3 ประโยคง่ายๆ
- เวลาฟังเพลงสตริงเริ่มจับใจความบางท่อนได้เองโดยไม่ต้องดูซับ
ตอนนี้เวลาเห็นฝรั่งยัง ตะกุกตะกักเหมือนตีลังกาบนบาร์โหน แต่อย่างน้อยก็กระโดดลงมาแล้วไม่หักขา ตอนนี้ฝึกใช้ทุกวันตอนซื้อข้าวกลางวันเนี่ยแหละ แค่บอก “No spicy, extra egg” ก็ปาไป 2 ประโยคแล้ว!