เรียน english for business ยังไงให้ใช้ในการทำงานได้จริง พร้อมตัวอย่าง

0
42

มีปัญหาที่ผมเจอมาเนิ่นนานแล้ว นั่นคือเวลาต้องคุยธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศ พอฝรั่งพูดศัพท์ยากๆ ผมทำหน้างงเป็นปลาทองทุกที งานนี้ต้องคิดใหม่แล้วว่าต้องอัพสกิลให้ได้

เริ่มต้นแบบงูๆปลาๆ

ตอนแรกก็เข้าคอร์สออนไลน์พื้นฐานน่ะ มันสอนแต่ศัพท์ห่วยๆ ไม่ได้ใช้จริงสักที อันนี้พูดตามตรง เรียนมาเดือนนึงรู้สึกว่าเสียเงินฟรี จุดเปลี่ยนคือได้ฟังพี่ใหญ่ที่ออฟฟิศ เค้าใช้ภาษาอังกฤษเจรจากับบริษัทสิงคโปร์แบบลื่นไหลมาก เลยจับเค้านั่งกินข้าวถามเคล็ดลับ

  • ขั้นแรก : ตัดคอร์สที่เน้นแกรมมาร์ออกไปเลย เลือกเฉพาะคอร์สที่ชื่อมีคำว่า “Business English” หรือ “Professional Communication”
  • ขั้นสอง : เอาตารางงานจริงมาใส่ในการเรียน แทนที่แต่งประโยคเพ้อฝันแบบตำรา

ลุยจัดตารางเรียน

ผมแบ่งวันธรรมดาทำงานแบบนี้ :

  • 7โมงเช้ายิงอีเมลฝรั่งก่อนเข้าออฟฟิศ ตรงนี้แหละที่พลิกเกม! ตอนแรกก๊อปแบบเขามาเป๊ะๆ พอทำไปเดือนนึงเริ่มจับทางได้ว่าควรเขียนยังไงให้งานเดิน
  • พักเที่ยงดูคลิป 2-3 นาทีแบบที่ลุง CEO บอกมา เป็นคลิปสั้นๆในยูทูปที่ฝรั่งเค้าเม้าท์เรื่องงานจริง
  • ขับรถกลับบ้านฟังพอดคาสต์พวก “Business Daily” อันนี้ช่วยเรื่องสำเนียงได้เยอะ แต่แรกฟังไม่ออกเลยนะ หลังๆเริ่มแยกคำเป็น

ดันขึ้นเลเวลด้วยของจริง

อาทิตย์นึงผมบังคับตัวเองให้ทำ 2 อย่างนี้ :

  • อาสาเป็นคนจดประชุมเวลามีฝรั่งร่วมด้วย (เจอแทบแย่ตอนแรก!)
  • สวมเก๊าเมล์ลูกค้า เขียนเมลสมมติถามปัญหาที่เพื่อนร่วมงานเคยเจอจริงๆ

สุดท้ายก็ได้ทริคเด็ดจากพี่ใหญ่ : เวลาต้องการศัพท์แอ๊ดวานซ์ให้จินตนาการก่อนว่าภาษาไทยจะพูดว่าอะไร เช่น “ส่งของล่าช้าเพราะขนส่งขยันน้อยไป” = logistics capacity underperformance นั่นเอง!

ผลลัพธ์ที่น่าตกใจ

ผ่านไป 4 เดือน อยู่ดีๆหัวหน้าโยนผมไปเจรจาซัพพลายเออร์ชาวมาเลย์ นี่แหละบททดสอบ! ตอนเซ็นสัญญาเนี่ย รู้เลยว่าอันไหนหมายถึง late fee delivery penalties หรือ force majeure clauses

ที่สุดของความภูมิใจคือเมื่อวาน ลูกค้าอินเดียโทรมาแล้วผมแก้ปัญหาการชำระเงินให้เค้าได้แบบไม่ต้องเอาล่ามมาช่วย ทีมงานหน้ามืดไปตามๆกัน!

สรุปวิธีที่เวิร์คสุด : เอาภาษาไทยที่เราใช้ในงานแปลงเป็นอังกฤษตรงๆ ไม่ต้องคิดว่าแฟนซีหรือไม่ ให้สื่อสารได้ถูกใจคู่ค้าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะลงตัวเองครับ