มันเริ่มจากที่บริษัทใหม่ส่งเมลเป็นอังกฤษให้เซ็นสัญญา ตอนนั้นผมเขม็งแล้วนะ แบบ…นี่มันภาษาอะไรฟะ ท่าจะภาษาอังกฤษแต่อ่านไม่ออกเลย! พิมพ์กูเกิ้ลแปลทีละประโยค สิบนาทีได้หน้าเดียว เผลอตอบเมลผิดไปก็มี โดนหัวหน้าแซวเบาๆ ว่าต่อไปต้องให้ทีมต่างประเทศช่วย อายไปสามวันเลยเว้ย
คืนนั้นนอนไม่หลับเลยครับ ยิ่งคิดยิ่งเครียด ทั้งๆ ที่ตอนเรียนก็ผ่านมาแล้วแต่ทำไมพอเจอของจริงถึงลืมหมด? ลองไปเปิดหนังสือแกรมม่าที่ซื้อไว้เล่มหนาเท่าฝาถัง นี่อ่านแค่ยี่สิบหน้ายังไม่จบบทเลยตาลาย หัวไม่รับแล้ว ขี้เกียจสุดๆ
ลองทุกทางที่คิดออก
อาทิตย์แรกนี่โคตรฮึกเหิม ซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ราคาเป็นหมื่น ลงคริปโตไปสดๆ ตั้งเป้าว่าจะเรียนจบในเดือนเดียว แค่สัปดาห์ที่สาม…นี่แทบจะไม่แตะเว็บแล้วครับ อัดวีดีโอวันละสองชั่วโมงเหมือนโดนบังคับ แถมครูฝรั่งพูดเร็วจนจับใจความไม่ได้ รู้สึกเหมือนเอาเงินทิ้งน้ำ
ไม่ยอมแพ้นะ ลองเปลี่ยนไปท่องศัพท์ดูบ้าง ติดแอปไว้ในมือถือทั้งวัน รูปคัพเค้กรูปแมวโผล่มาให้ทาย แรกๆ ก็น่ารักดี พอผ่านไปสามวันเริ่มเบื่อครับ ท่องๆ ไปวันนึงจำได้แค่ 5 คำเช้าก็ลืม! ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเลยนะ – คำว่า “conference” ท่องเช้ามืด บ่ายแก่ๆ เจอเมลงานประชุมนึกไม่ออกว่ามันคือคำว่าอะไร สุดท้ายก็กดกูเกิ้ลอีกอยู่ดี
จุดเปลี่ยนวันที่ลูกสาวหัวเราะใส่
จำได้แม่นเลยครับ นั่งพยายามออกเสียงคำว่า “vegetable” หลังอาหารเย็น ลูกสาวป.3 หยุดกินข้าวมานั่งจ้อง ผมพยายามจนหน้าแดง “เว-เจ-ต-ะ-เบิ้ล” แบบชัดคำ ปรากฏว่าเธอดันฮาตะโก๊ะ “พ่อพูดเหมือนหมาบ้าหงุดหงิด!” นั่นล่ะครับ บันดาลสะกิดใจ ภาษาเนี่ยมันต้องใช้ ไม่ใช่ท่องจำตำรา
เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเลย คราวนี้งบศูนย์บาท! ขนเอาวิธีที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันมา 8 ข้อแบบนี้ครับ:
- เปลี่ยนมือถือเป็นอังกฤษ: เริ่มจากเครื่องมือใกล้ตัว ไม่ต้องกลัวเป็นง่อยครับ แค่ตั้งภาษาโทรศัพท์เป็นอังกฤษ สะดุดตาแค่ไหนรู้ไหม? ปุ่ม “setting” มันคือ “การตั้งค่า” ไง เราก็เรียนได้ตอนจะเปิดไวไฟ!
- เพลงลูกนี่แหละครู: หัดฟังเพลงสากลที่ชอบนั่นแหละ หิ้วหูฟังไปทำงานทุกวัน แรกๆ ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ พอฟังบ่อยๆ จนนํ้าเสียงคุ้นหู แล้วค่อยหาคําแปล แค่ค่าย BLACKPINK เปิดวนไปก็จับทางได้ว่า “How You Like That” มันแปลว่าอะไร ง่ายกว่าท่องแกรมม่าเป็นไหนๆ
- หนังเด็กฝรั่งพากย์ไทย: วิธีเนียนมาก เปิดการ์ตูนดิสนีย์พีคคิวบนเน็ตฟลิกซ์ครับ ตั้งซับไทยก่อนดูรอบนึงให้รู้เรื่อง พอรอบสองค่อยปิดซับแต่อยู่พากย์ไทย! ตาเห็นภาพหูฟังเสียงมันตรึงศัพท์เข้าหัวเอง ผมดู Frozen จนลูกร้องยี้ ฮา
- พูดกับตัวเองบ้างก็ดี: ตอนล้างจานนี่ฝึกพูดคนเดียวเลย “Now I’m washing plate… plate is dirty… use soap” ฟังดูบ้าแต่ได้ผลครับ ใครจะมานั่งฟังเราในครัวล่ะ ฝึกไปเรื่อย เดี๋ยวนี้เข้าห้องนํ้าเห็นฝักบัวยังนึกอัตโนมัติว่า “shower”
- เลิกอายคนกรุง: ก่อนนี้สั่งกาแฟแถวอารีย์นี่หัวใจเต้นรัว ถามแค่ “hot or cold?” ยังพูดไม่ออก สุดท้ายก็เอามือจิ้มๆ หมอนั่นยี้! ตอนนี้เปลี่ยนแผนแล้วครับ หัดแค่คําสั่งพื้นฐาน เช่น “Americano no sugar” ถึงจะออกเสียงเพี้ยน บาริสตาก็พอเข้าใจ ได้ดริงไปจิบชิลๆ ไม่ต้องเขินแล้ว
- ติดโปสอิททุกซอก: เหมามาเป็นกล่องใหญ่เลยครับ ไปแปะของในบ้านชิ้นไหนนึกคําอังกฤษไม่ออก เช่น บนโถส้วมเขียน “toilet” ที่ฝาเขียน “lid” ตู้เย็นแทบระเบิดเพราะติดว่า “egg, milk, fish sauce” มองทีไรนึกออกทุกที!
- หาสมุดขี้ฝันเล่มเล็ก: พกไว้คอถุงซักผ้า ช่วงบ่ายว่างๆ หรือนั่งรอรถไฟฟ้านี่นึกอะไรได้ก็เขียนครับ เช่น “วันนี้เจอฝรั่งถามทาง – อยากบอกไปเมกา แต่พูดไม่ออก” ข้อนี้ได้หลายอย่างเลย ทั้งคำศัพท์ที่ขาด ทั้งประโยคที่ต้องฝึก เด๋วนี้เล่มสองยัดไม่ลงแล้ว
- ฝึกให้เป็นเรื่องตลก: อย่าเครียดครับ! เคยคุยกะแม่ค้าส้มตำแถวตึก นึกศัพท์มะละกอไม่ออก ส่ายหน้าแบบมึนแล้วบอก “green fruit… spicy salad… papaya?” แม่ค้าขำก๊ากจนนํ้าตาไหล ยอมแถมปูดิบให้สองปั้น ฮา
สองเดือนที่ผันแปร
พอใช้วิธีนี้ ผมแทบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเก่งขึ้น แค่สามอาทิตย์พอยื่นบัตรเครดิตให้ฝรั่งท่องเที่ยวที่เซ็นทรัล นึกคำว่า “receipt” ไม่ออกก็โบกมือทำทันตกรรไกรตัดๆ ตอนแรกเค้างง แต่พอกระดิกนิ้วได้ มันรุ้เรื่องครับ! ลดความล้มเหลวลงได้จริงๆ
ข้อสำคัญคือ อย่าหยุดที่จะคุยกับตัวเองตอนคนเดียว และ อย่ากลัวคนอื่นว่าเราฟังไม่รู้เรื่อง ยิ่งทำบ่อยมันยิ่งชิน สุดท้ายก็ไม่ได้สนว่าจะผิดไวยากรณ์หรือเปล่า ขอให้ฝรั่งเขาพอเข้าใจก็พอแล้วครับ
มาถึงวันนี้ แม้ไม่ได้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา แต่เมลงานส่งออก 90% ผมเขียนได้เอง ไม่ต้องพึ่งกูเกิ้ลแล้ว แถมอาทิตย์ที่แล้วเพื่อนรุ่นน้องคนอังกฤษยังทักว่า “คุณพูดได้ชัดขึ้นนะ” นึกว่าเธอพูดเล่น ฟังครั้งแรกนํ้าตาแทบไหลครับ การเริ่มใหม่นี่คุ้มค่าจริงๆ!