จุดเริ่มต้นของคนเกลียดภาษาอังกฤษ
ยอมรับตรงๆเลยว่าแต่ก่อนเห็นภาษาอังกฤษทีไรปวดกบาลทุกที มันโผล่ในเกมก็พยายามกดข้ามๆ ตอนดูซีรี่ย์ฝรั่งมองซับไทยอย่างเดียว แม้กระทั่งสั่งอาหารร้านฝรั่งยังอายไม่กล้าสั่ง เพราะพูดได้แค่ “this” กับ “that” นี่แหละ ปัญหามันมาแตกตอนมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งชวนไปเที่ยวต่างประเทศ เค้าพูดอังกฤษกันปร๋อ ส่วนเราเหมือนโดนฟ้าผ่าตอนนั่งฟังเค้าคุยกับไกด์ ทีนี้แหละรู้สึกอับอายจนต้องตั้งปณิธานว่า “ชีวิตนี้ต้องพูดอังกฤษให้ได้สักครั้ง”
ล้มลุกคลุกคลานในวันแรกๆ
เริ่มต้นด้วยความมืดแปดด้าน นั่งเปิดยูทูปเจอคลิปสอนเยอะแยะไปหมดแต่ไม่รู้จะเลือกดูอันไหนดี เลยไปซื้อหนังสือสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาลมากองหนึ่ง หน้าตาสีสันน่ารักดี เปิดไปสามหน้าคือหลับคาหนังสือ เพราะศัพท์มันเยอะไปหมด แม้แต่คำว่า “apple” ที่คิดว่ารู้แล้วยังต้องท่องใหม่ เปลี่ยนมาลองวิธีดูการ์ตูนฝรั่งแบบไม่มีซับไทยบ้าง ตอนโคนันพูดอะไรออกมาคือมึนตึ้บเลยนึกว่าเค้าพูดภาษาเยอรมันซะอีก ทั้งที่เปิดดิกทีละคำจนนิ้วล้า ช่วงแรกแค่ประโยคง่ายๆเช่น “How are you?” ยังพูดออกเสียงเป็น “ฮาว อา ยู?” ฟังแล้วตัวเองยังขำ
- อาศัยความกล้าแบบมั่วๆ : ไปยืนแถวบางลำพูเจอฝรั่งทีไรเป็นลั่น “Hello! Thailand… good! I… good!” เค้าทำหน้างงแล้วเดินหนีไปหลายคน บางคนใจดีมากถามกลับว่า “Sorry what do you mean?” แต่เราแค่ยืนยิ้มแห้งๆแบบเขินอาย
- เอาสมุดจดเป็นพระ : นอนดูข่าว BBC ทุกเช้า แม้ไม่เข้าใจ 80% ก็จดทุกคำที่ได้ยินลงสมุดสีชมพูไว้สองเล่ม เขียนจนลายมือบิดไปหมดแต่ก็เอาไปเปิดดิกทีหลังอยู่ดี
ความอุตลุดเมื่อเจอเรื่องจริง
สั่งสมความกล้ามากพอสมควรก็บุกไปสั่งสเต็กร้านดัง ถามพนักงานไปว่า “Can have cow, no blood, much much rice?” พนักงานรีแบ๊งค์เป็นภาษาไทยทันที “สเต็กสุกเยอะๆใส่ข้าวเพิ่มใช่มั้ยครับ?” เออรู้งี้พูดไทยไปตั้งนาน แต่ทีเด็ดคือวันไปร้านสะดวกซื้อกลางดึก เจอฝรั่งหน้าตามึนๆชี้ไปที่ชั้นวางแล้วถาม “Where is lubricant?” คือไม่รู้คำนี้เลยเผลอตอบ “lubricant? maybe… near 7 days card?” (หลุดเรื่องเติมเงินไปเลย) จนเพื่อนร่วมคิวที่รออยู่หัวเราะก๊าก
ฝรั่งเค้ายังใจดีทำท่าเหมือนเปิดถุงยาง ถึงตอนนั้นถึงได้อ๋อ! นี่มันค้นหาวิธีการใช้ดิกชันนารีในมือถือแบบบ้าคลั่ง กลายเป็นว่าได้เรียนรู้ศัพท์เซ็กซ์จากสถานการณ์จริงซะอย่างงั้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้แบบไม่ย้อมแมว
- อย่ากลัวฝรั่ง : ยิ่งเงียบยิ่งเครียด ลองพูดผิดๆถูกๆเค้ายังยิ้มรับบ้าง อย่างมากเค้าก็เดินหนีเหมือนที่เราเคยเจอ
- เลิกท่องแต่ในห้อง : หนังสือมันช่วยได้แค่ส่วนเดียว เวลาไปร้านกาแฟฝรั่งนั่งอยู่หลังห้องก็แอบฟังน้ำเสียงการขึ้นลงของเค้าบ้าง
- ยอมรับความเฟล : จะพูดผิดก็ให้มันผิด! สะสมความพังนับร้อยครั้งจนตอนนี้สั่งกาแฟร้านสตาร์บัคโดยไม่สั่งเป็นน้ำเต้าหู้ได้แล้ว
สุดท้ายนี้อยากบอกว่า เราเองก็ยังพูดได้ไม่เวิร์คขนาดนั้นนะ บางทีแม่ค้าตลาดก็ยังสวนกลับเป็นไทยตอนเราพูดอังกฤษใส่เค้า แต่ที่ภูมิใจสุดคือตอนลูกถามการบ้านภาษาอังกฤษแบบง่ายๆแล้วพอช่วยเค้าได้น่ะแหละ แม้แต่อินทิเกรเต็ด (integrated) อ่านไม่ออกตอนสอนลูกก็ไม่อายที่จะบอกตรงๆว่า “เดี๋ยวพ่อเปิดกูเกิลก่อน” การได้เริ่มต้นนี่มันสำคัญกว่าไอ้เปอร์เฟคอยู่แล้ว