วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องการหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษฟรีนะ หลายคนคงสงสัยว่ามันเหมาะกับใครบ้าง ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าตัวเองก็เป็นคนนึงที่เรียนฟรีมาแล้วทั้งที่ได้ผลและไม่ค่อยได้ผล!
เริ่มยังไงดี?
ตอนแรกเปิดเน็ตหาคอร์สเรียนก็เจอแต่คำว่า “ฟรี” เต็มไปหมด นึกว่าจะง่ายซะไหน เจอเข้าไปในเว็บนึง ปุ๊บ! โดนขอข้อมูลส่วนตัวก่อน ต้องกรอกทั้งเบอร์โทรศัพท์ อีเมล ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แล้วพอกรอกเสร็จปรากฏว่าต้องซื้ออุปกรณ์เสริมอีก ตกใจเลยย้ายหนีออกมาทันที
ค้นหาตัวเองก่อน
จากนั้นเลยมานั่งถามใจตัวเองก่อนว่า:
- จริงๆแล้วเราอ่อนด้านไหน? (เรารู้ตัวว่าฟังสำเนียงฝรั่งแทบไม่ออก!)
- อยากได้แค่สนทนาหรือต้องเขียนด้วย? (เอาจริงแค่พูดคุยทำงานก็พอแล้ว)
- มีเวลาเรียนวันละเท่าไหร่? (วันละ 20 นาทีก็ฮึดแล้ว)
แบบนี้แหละที่ช่วยกรองคอร์สได้เยอะเลย
ทดลองเรียนแบบฉบับขี้สงสัย
เจอคอร์สนึงประกาศว่า “เรียนฟรีไม่มีเงื่อนไข” ก็ลองจิ้มเข้าไปดู ตอนแรกครูสอนอังกฤษสำเนียงอเมริกันชัดดี พอตอนที่ 3 เริ่มมีโฆษณาแทรก ต้องคอยกดข้าม แถมแบบฝึกหัดต้องโหลดเอกสารเสริมอีก รู้สึกเหมือนโดนหลอกล่อให้เสียตังค์ทีหลัง เลยตัดใจออกมาแต่โดยดี
คอร์สที่ใช่จริงๆเจอที่ไหน
สุดท้ายไปเจอแอปฝึกภาษาขององค์กรไม่แสวงหากำไรนี่แหละ ฟรีจริงๆ ไม่ต้องลงทะเบียนด้วย แค่พิมพ์ชื่อเล่นก็เข้าเรียนได้
- เหมาะมากสำหรับคนที่: ขี้เกียจกรอกแบบฟอร์ม / ไม่อยากโดนโทรขาย / แค่ต้องการฝึกพื้นฐาน
- ไม่เหมาะกับคนที่: ต้องการใบประกาศนียบัตร / อยากได้ครูตรวจการบ้าน
ฝึกไปสองอาทิตย์รู้สึกว่าฟังเพลงฝรั่งเข้าใจขึ้นนิดนึง ถึงจะยังไม่เป๊ะแต่ก็พอใช้ได้
สรุปที่เรียนฟรีให้ได้ผล
จากที่ลองผิดลองมากะตัวเอง:
- คนเพิ่งเริ่มเรียน: หาคอร์สแบบวีดีโอสั้นๆ ดูง่ายก่อน
- พนักงานออฟฟิศ: หาที่เน้นบทสนทนาสำนักงาน
- แม่บ้าน: หาคอร์สสอนศัพท์ในชีวิตประจำวัน
ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองเก่งระดับไหน แนะนำให้เริ่มจากบททดสอบสั้นๆก่อน อย่าไปเสียเวลากับคอร์สที่ไม่ตรงระดับ ไม่งั้นจะรู้สึกว่ามันยากแล้วเลิกกลางคัน!
ตอนนี้เราใช้เรียนฟรีควบคู่กับดูยูทูปเสริม ก็อยู่ได้โดยไม่ต้องควักตังค์ สุดท้ายนี้อยากบอกว่าคอร์สฟรีก็ดีได้ถ้าเรารู้ตัวว่า “เราต้องการอะไรกันแน่” นะจ้ะ