เอาล่ะทุกคน วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ “Palfish Kid ราคา” นะ บอกเลยว่ากว่าจะได้ข้อมูลมานี่ลองผิดลองถูกไปเยอะมาก!
เรื่องมันเริ่มจากตอนที่อยากหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษให้ลูกนี่แหละ คือลูกเราซนมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) จะให้ไปนั่งเรียนในห้องเรียนปกติคงยาก ก็เลยมองหาคอร์สออนไลน์ที่แบบสนุกๆ เรียนที่บ้านได้ Palfish Kid ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เด้งขึ้นมา
ทีนี้ก็เริ่มเลย! เข้าไปส่องในเว็บไซต์ ในแอปพลิเคชัน หาข้อมูลแบบละเอียด ถามเพื่อนๆ ที่เคยใช้บริการ คือทำการบ้านหนักมาก เพราะราคามันก็ไม่ใช่ถูกๆ อ่ะเนอะ
- ขั้นตอนแรก: เข้าไปดูรายละเอียดคอร์สต่างๆ ก่อนเลย Palfish Kid เขามีหลายเลเวล หลายหลักสูตรมาก ก็ต้องมานั่งดูว่าอันไหนเหมาะกับลูกเรา แล้วก็ดูรีวิวจากผู้ปกครองคนอื่นๆ ด้วย
- ขั้นตอนที่สอง: ลองสมัครคลาสทดลองเรียนฟรี อันนี้สำคัญมาก! ให้ลูกได้ลองเรียนดูก่อนว่าชอบไหม ครูสอนเป็นยังไง บรรยากาศการเรียนโอเคหรือเปล่า ลูกเราตอนแรกก็งอแงนิดหน่อย แต่พอได้เจอครูฝรั่งเขาก็เริ่มสนุก
- ขั้นตอนที่สาม: พอได้ลองเรียนแล้วก็มานั่งคุยกับลูกว่าชอบไหม อยากเรียนต่อหรือเปล่า ถ้าลูกโอเค เราก็ค่อยมาดูเรื่องราคาและแพ็กเกจต่างๆ
เรื่องราคานี่แหละตัวปวดหัว!
คือ Palfish Kid เขามีหลายราคามาก ขึ้นอยู่กับจำนวนคลาสที่ซื้อ ระยะเวลาเรียน แล้วก็โปรโมชั่นต่างๆ ตอนแรกก็งงๆ เหมือนกัน ต้องมานั่งเปรียบเทียบราคาแต่ละแพ็กเกจ
สิ่งที่ต้องดู:
- ราคาต่อคลาส (ยิ่งซื้อเยอะ ราคาต่อคลาสก็จะถูกลง)
- ระยะเวลาที่สามารถใช้คลาสได้ (บางแพ็กเกจมีหมดอายุ)
- โปรโมชั่นต่างๆ (เขามักจะมีโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมอยู่เรื่อยๆ ต้องคอยติดตาม)
ตอนที่เราซื้อนะ เลือกแพ็กเกจที่แบบกลางๆ ไม่เยอะไม่น้อยเกินไป แล้วก็ดูโปรโมชั่นที่แถมคลาสเรียนเพิ่ม คุ้มสุด! แล้วก็อย่าลืมดูเงื่อนไขการคืนเงินด้วยนะ เผื่อเรียนไปแล้วไม่โอเค จะได้ทำเรื่องคืนเงินได้
สรุป: Palfish Kid ราคามันหลากหลายจริง แต่ถ้าทำการบ้านดีๆ เปรียบเทียบราคา แล้วก็ลองเรียนฟรีก่อน เราก็จะเจอแพ็กเกจที่เหมาะกับลูกเรา แล้วก็คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่นอน!
หวังว่าข้อมูลที่เราแชร์จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังมองหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ให้น้องๆ หนูๆ นะจ๊ะ! ลองเอาไปปรับใช้กันดู แล้วมาแชร์ประสบการณ์กันบ้างนะ ว่าเป็นยังไงบ้าง!