ก็เริ่มจากตอนนั้นนึกอยากเรียนภาษาใหม่ปุ๊บ เลยลองเสิร์ชดูว่าเรียนภาษาอังกฤษ 1 เดือนที่ไหนดี เห็นโฆษณาแป๊บเดียว เจอคอร์สนึงรูปสวยครูฝรั่งดูโปรฯ ปิ๊งเลย คลิกโทรไปถามราคาตอนยังไม่เช็กกระเป๋าด้วยซ้ำ 555
เจอราคาแรกเข้า
พนักงานบอกค่าคอร์ส 1 เดือน 20 ชั่วโมง อยู่ที่ 24,000 บาท ฟีลว่าคอหายกลืนน้ำลายลำบาก! เขาตั้งราคามาจากดาวดวงไหนเนี่ย นึกว่าเรียนจบแล้วพูดคล่องปรื๋อแบบนักข่าว BBC เลยรึเปล่า?
ควักตังค์ก่อนแล้วมาเสียดายทีหลัง
ตอนนั้นความฮึดขึ้นสมอง พอใจบอกตัวเองว่า “เดี๋ยวเก่งแล้วคืนทุน!” ก้มหน้าก้มตาจ่ายตังค์ไปก่อน 4,000 บาทเป็นเงินมัดจำ พอกลับมานั่งรอเรียนวันแรกถึงได้รู้ความจริง:
- ครูก็เปลี่ยนบ่อย เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย
- หนังสือเรียนสั่งเพิ่มอีก 1,500
- ห้องเรียนแออัดยัดเด็ก 20 คน แค่ยกมือถามอาจารย์ยังมองไม่เห็น
ถอยดีกว่าไหมเนี่ย?
เรียนไปอาทิตย์นึงรู้สึกเหมือนเอาตังค์ทิ้งทะเล แอบถามเพื่อนร่วมชั้น เลยได้เคล็ดลับเจ๋งๆ:
- ลองถามสถาบันใกล้มหาวิทยาลัย มักถูกกว่าพวกสาขาใหญ่ๆ
- คอร์สเล็กๆ 10 คนลงแค่ 80 ชม. แพงกว่า 1 เดือนตั้งเยอะ
- บางที่ลด 50% ถ้าลงทะเบียน 2 คน!
ลงมือตามนโยบายกระเป๋าแบบใหม่
รีบไปถอนคอร์สเดิม (เสียมัดจำไป 4,000 เศร้าเลย) แล้วไปเดินส่องสถาบันแถวม.เกษตร พบของดี:
- เจอที่เรียนหลังตลาดนัด คอร์ส 12 ครั้ง ราคาแค่ 3,900!
- ครูไทยสอนแต่เน้นปฏิบัติเยอะกว่าเก่งแกรมม่า
- คลาสละ 8 คน ลงชื่อเช็คชื่อได้ยันหน้าแทนบัตรสมาชิก 555
เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กระเป๋าตังค์
สรุปแล้วแบบประหยัดสุดๆ:
1) อย่าเพิ่งเชื่อโฆษณาสวยๆ – ต้องไปดูห้องจริง/ถามคนเรียนจริง
2) รอโปรโมชั่นช่วงเปิดเทอม – บางที่ลดแรงมาก ถ้าวันธรรมดาเรียนได้ยิ่งดี
3) เลือก “ครูไทยใจดี” – สอนเข้าใจง่ายไม่ต้องอาย ถามได้ตลอด
ตอนนี้ตังค์ในกระเป๋าหายไปแค่ 4,000 กว่าบาท แถมการบ้านภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุก ใครกำลังหาคอร์สอยู่… แนะนำให้เลี่ยงสถาบันป้ายแดงไว้ก่อน งานเข้าละซิ!