ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนภาษาอังกฤษนะ แต่เป็นเรื่องที่ต้องหาจนเจอให้ได้ ว่าหนังสือเรียนใน30วันเล่มไหนดี ถึงได้ซื้อมาไว้ติดบ้านจริงๆ
เริ่มจากความคิดนี้ละ
ฉันก็คิดนะทำไมถึงอยากเรียนภาษาอังกฤษเร็วๆ ภายใน30วัน เพราะตอนนี้ลูกๆ กำลังโตขึ้นในโรงเรียน ลูกสาวคนโตบอกว่าสอบได้แต่คะแนนแย่ ส่วนตัวฉันทำงานเป็นพนักงานขายแต่เจอฝรั่งบ่อยๆ พูดไม่ออก แถมเจ้านายก็ยื่นคำขาดมาว่า “ถ้าไม่พัฒนาภาษาภายในเดือนเดียวนี่ อาจโดนโยกไปงานอื่นนะ” โคตรกลัวเลย เลยนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เสริชหาว่าหนังสือเรียนอะไรดีที่มันต้องมีติดบ้านไว้
หาหนังสือหลายยี่ห้อเปรียบเทียบ
อันดับแรกเข้าไปดูร้านหนังสือชื่อดังใกล้บ้าน เขามีหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่ม ฉันก็หยิบมาดูทีละเล่ม เจอเล่มนึงชื่อ “ภาษาอังกฤษง่ายๆ พูดได้เร็ว” แต่เปิดดูด้านในเนื้อหาเยอะเกินแถมเป็นภาพขาวดำ อ่านแล้วง่วงชะมัด เลยวางคืน เปลี่ยนมาดูเล่ม “คู่มือพูดอังกฤษ30วันสำเร็จรูป” อันนี้สวยแต่ภายในไม่มีอะไรใหม่ แค่บทเรียนเดิมๆ แถมแพงเกิน 700 บาท ยกเลิกไป ไม่เอา
ต่อมาไปหามือสองในตลาดนัด ปล่อยของขายกันแยะๆ พี่คนขายคนหนึ่งบอกให้ซื้อ “English สไตล์คนทำงาน” แต่ราคาก้อนใหญ่เลยหันไปหาออนไลน์ในเว็บเพื่อนบ้าน ซื้อมาสองเล่ม
- เล่มแรก: “เรียนภาษาอังกฤษในบ้าน” ใช้แบบฝึกหัดเยอะ แต่มันยาวเวอร์เรียนแล้วหลับ
- เล่มสอง: “ภาษาอังกฤษ30วันฉบับจริงจัง” อันนี้สั้นกว่า มีรูปภาพสดใสใช้ภาษาง่ายๆ
ลองๆ ดูแล้วก็ยังไม่มั่นใจ เลยถามต่อในแชทกลุ่มแม่บ้าน ปรากฏว่าคุณป้าข้างบ้านบอกว่าซื้อ “พูดอังกฤษได้ไวไม่ต้องเครียด” มันดีมาก ฉันก็เลยตัดสินใจซื้อเล่มนี้กลับมา ราคาแค่350บาท คุ้มไปเลย
เริ่มเรียนจริงจังทุกวัน
ตั้งเป้าว่าทุกวันต้องเรียน อย่างน้อยวันละ1ชม. เช้าตื่นมาทำกาแฟปุ๊บ ก็เปิดหนังสือทันที บทแรกสอนเรื่องคำทักทายง่ายๆ บอกให้ท่องและเขียนตาม ได้ผลนะ พอพูดกับลูกๆ ลูกก็หัวเราะใหญ่ แต่พอเข้าไปถึงบทกลางๆ แบบว่าเรื่องกริยาเยอะๆ มึงเริ่มจะท้อ ตอนเที่ยงกินข้าวมื้อใหญ่เสร็จ ก็กดดันตัวเองให้นั่งเรียนต่อ เรียนด้วยวิธีท่องและจดตามหนังสือ มันคือทรมาน
วันหนึ่งเจอปัญหานึงคือบทพูดในงานประชุม ฉันลองพูดตามแต่มันติดขัด หาจุดบกพร่องไม่ได้ เลยไปถามสามี เขาก็ไม่เก่งแต่ช่วยทักท้ายได้ สุดท้ายต้องใช้วิธีให้ลูกสาวนั่งฟัง แล้วมันเป็นกันเองมากขึ้น ช่วงกลางคืนก็อ่านอีกทีนึงก่อนนอน แต่เน้นสั้นๆ ไม่กดดัน
ถึงวันที่30ผลลัพธ์เป็นไง
พอผ่านไป30วัน จริงๆ ไม่ถึงก็30วันเต็มเพราะหยุดไปบางวัน แต่ได้ผลเกินคาดเลย พูดกับฝรั่งที่มางานขายได้คล่องกว่าเดิม พวกเขาหัวเราะชอบใจ แล้วเจ้านายก็เรียกไปคุย พูดว่า “ดีขึ้นมากนะ คงไม่ต้องย้ายงานแล้ว” นี่คือโคตรประทับใจ
แต่เรื่องก็ไม่จบแค่นี่หรอก เพราะท้ายสุดมันมีเบื้องหลัง ตอนเรียนวันแรกๆ สามีขำเยาะว่า “ทำไมมาพึ่งหนังสือเด๋วนี้” แต่พอวันหลังเขามองยิ้มๆ นี่แหละที่ทำให้ฉันรู้ว่ามันสำคัญ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มไหน ถ้ามันช่วยได้จริงๆ ก็คุ้มแล้ว จะดีกว่าถือหนังสือดีๆ ติดบ้านไว้ พร้อมเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะแพงหรือยาก สุดท้ายมันคือการลงมือทำเท่านั้นเอง