เริ่มจากอาการปวดหัวตัวเราที่ฟังฝรั่งพูดไม่รู้เรื่อง เวลาดูยูทูปถ้าไม่มีซับไทยนี่มึนตึ้บ เลยคิดว่าจะหัดฟังภาษาอังกฤษซักที ตอนแรกคว้ากูเกิ้ลขึ้นมากดหา “แอพฝึกฟังภาษาอังกฤษฟรี” เจอตั้งสิบอันแต่เลือกดาวน์โหลดมาแค่เจ้าดังๆนี่แหละ
จัดหนักแอพฟรีก่อน
โหลดอะมาหนึ่งตัวชื่อว่ามันดูดี เวลาเปิดเข้าไปมันมีวีดีโอสั้นๆพร้อมซับไตเติ้ลให้อ่านตาม กดเล่นคลิปแรกเรื่อง “แนะนำร้านกาแฟ” เพิ่งฟังแค่สามวินาทีป้ายโฆษณากระจายเต็มจอถามจะซื้อ Premium ไหม ตะกี้นี้ยังบอกฟรีอยู่เลยนะเนี่ย! แต่ยังไงก็ต้องทนกดปิดโฆษณาทั้งวัน
ลองอีกแอพนึง คราวนี้ดันฟีเจอร์ตัดเสียงฝรั่งแบบช้าๆไว้ แรกๆก็โอเค พอฝึกมาจนคลิปที่ห้า ปุ่มเล่นเสียงมันดื้อไม่ยอมทำงานซะแล้ว รีสตาร์ทแอพสามครั้งยังเหมือนเดิม ยอมแพ้ถอนติดตั้งทิ้งอย่างเซ็ง
เปลี่ยนไปลองจ่ายตังค์ดู
หลังจากโดนของฟรีเล่นงาน เลยยอมควักกระเป๋าเสียเงินเดือนละสองร้อยกว่าบาทสมัครแอพฝึกฟังชื่อดัง ปรากฏว่า:
- เวลาเราฟังพลาดตรงไหน มันเด้งซับไตเติ้ลสีแดงมา Highlight ให้เห็นเลยว่าพลาดคำไหน
- มีคลิปสัมภาษณ์ดาราเรื่องโปรดพร้อมแบบทดสอบหลังฟัง
- ให้กดอัดเสียงตัวเองพูดตามแล้วระบบจะตรวจคำว่าเราออกเสียงเพี้ยนรึเปล่า
ฝึกไปสักอาทิตย์นึงเริ่มจับทางได้ว่าเวลาฝรั่งพูด เสียง “t” กับ “d” มันหายไปตอนพูดเร็วๆ แบบในเพลงหรือหนังเนี่ยแหละที่ต้องฝึกให้เคยชิน
ส่องความต่างชัดๆ
จับคู่เปรียบเทียบแบบจัดเต็ม:
- ของฟรี : เนื้อหาซ้ำๆ โฆษณาโผล่ตลอดเวลา ฝึกแล้วไม่รู้ว่าตรงไหนผิด
- ของเสียเงิน : จี้จุดผิดแบบเป๊ะๆ อัพเดทบ่อย มีแบบฝึกหัดให้ลองพูดด้วย
ตอนแรกคิดว่าแอพฟรีก็น่าจะพอ แต่พอมาใช้ของจ่ายตังค์แท้ๆ ความคืบหน้าชัดมากกว่าเป็นเท่าตัว ยิ่งตอนลองไปฟังพอดแคสต์ฝรั่งแท้ๆเริ่มแยกแยะคำได้ แถมล่าสุดเพื่อนต่างชาติชมว่าฟังสำเนียงเราง่ายขึ้น!
สรุปให้ชัดๆว่าแอพฟรีน่ะใช่สำหรับลองมือ ถ้าเอาจริงเอาจังอยากได้ผลระยะยาว การลงทุนเดือนละไม่กี่ร้อยคุ้มค่ากว่าเยอะ เราเสียดายเงินค่ากาแฟสองแก้วแต่ไม่เสียดายตังค์แอพฝึกฟังเลยนะ